1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. มหาวิทยาลัยมหิดล
3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5. มหาวิทยาลัยศิลปากร
6. มหาวิทยาลัยนเรศวร
7. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
8. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
9. มหาวิทยาลัยหัวเฉียว
10.มหาวิยาลัยบูรพา
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
+ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ +


ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ หรือ สนามบินสุวรรณภูมิ (ชื่อเดิม: สนามบินหนองงูเห่า) เป็นสนามบินตั้งอยู่ที่ ถนนบางนา-ตราด ในตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เปิดใช้งานวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยใช้งานแทนท่าอากาศยานดอนเมือง นโยบายรัฐบาลได้กำหนดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ และจะเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
จากข้อมูลการจัดอันดับล่าสุดของเว็บไซต์ "สมาร์ตทราเวลดอตคอม" ที่มีการสำรวจความเห็นของผู้เดินทางทั่วโลกเปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยนั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นท่าอากาศยานยอดเยี่ยมอันดับที่ 4 ของโลก รองจากท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี และท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย
จากข้อมูลการจัดอันดับล่าสุดของเว็บไซต์ "สมาร์ตทราเวลดอตคอม" ที่มีการสำรวจความเห็นของผู้เดินทางทั่วโลกเปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยนั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นท่าอากาศยานยอดเยี่ยมอันดับที่ 4 ของโลก รองจากท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี และท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย
ชื่อของสนามบินสุวรรณภูมิ มีความหมายว่า "แผ่นดินทอง" เป็นชื่อพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2543 และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545
ชื่อสากลของสนามบินสะกดตามการถ่ายตัวสะกดภาษาสันสกฤต ว่า "Suvarnabhumi" แทนการเขียนทับศัพท์ตามระบบราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งสะกดว่า "Suwannaphum"
ชื่อสากลของสนามบินสะกดตามการถ่ายตัวสะกดภาษาสันสกฤต ว่า "Suvarnabhumi" แทนการเขียนทับศัพท์ตามระบบราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งสะกดว่า "Suwannaphum"
การก่อสร้าง
แบบแปลนโครงสร้างของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
สถาปนิกผู้ออกแบบอาคาร คือ เฮลมุต ยาห์นชาวอเมริกัน-เยอรมัน และบริษัทเมอร์ฟี/ยาห์นสำนักงานใหญ่ที่ชิคาโก ซึ่งแบบอาคารสนามบินได้ถูกปรับเปลี่ยน ขนาดอาคาร และวัสดุจากแบบเดิมไปในหลายส่วน เช่น เพิ่มการประดับยักษ์ และสถาปัตยกรรมไทยเพิ่มเข้าไปโดยสถาปนิกชาวไทย
แบบแปลนโครงสร้างของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
สถาปนิกผู้ออกแบบอาคาร คือ เฮลมุต ยาห์นชาวอเมริกัน-เยอรมัน และบริษัทเมอร์ฟี/ยาห์นสำนักงานใหญ่ที่ชิคาโก ซึ่งแบบอาคารสนามบินได้ถูกปรับเปลี่ยน ขนาดอาคาร และวัสดุจากแบบเดิมไปในหลายส่วน เช่น เพิ่มการประดับยักษ์ และสถาปัตยกรรมไทยเพิ่มเข้าไปโดยสถาปนิกชาวไทย
วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
+ ไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 H1N1 +
ไข้หวัดหมู Swine Flu
ชื่อใหม่เป็นทางการ ไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 H1N1
ประเทศไทยเรียกไข้หวัดหมูว่า “ไข้หวัดเม็กซิโก” เนื่องจากไม่ต้องการให้คนกลัวไม่รับประทานเนื้อหมู และต่อมาก็เปลี่ยนเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1” เมื่อวันที่ 2 พ. ค. 2552
เหตุผลที่ประเทศไทยไม่ใช้ชื่อ “ไข้หวัดหมู” Swine Flu ตั้งแต่แรกเนื่องจากกลัวประชาชนจะแตกตื่นเลิกกินเนื้อหมู
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 องค์การอนามัยโลก WHO ก็ประกาศให้เปลี่ยนชื่อ SWINE FLU เป็น H1N1 FLU
สำหรับหลักเกณฑ์องค์การอนามัยโลกเรียกเหตุการโรคระบาด แบ่งเป็น 6 ระดับนับตั้งแต่เบาสุดไปถึงรุนแรงระบาดไปทั่วโลก ดังนี้ครับ
ระดับ 1 ยังไม่มีรายงานจากสัตว์สู่คน
ระดับ 2 มีการติดเชื้อในหมู่สัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าตามธรรมชาติซึ่งมีโอกาสติดมนุษย์ได้
ระดับ 3 พบการระบาดจากสัตว์สู่มนุษย์ในวงเล็กๆ เช่นที่เม็กซิโกในช่วงแรก และมีการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ในบางกรณี เช่นติดได้ง่ายในผู้ที่ไม่แข็งแรงหรือไม่ได้ป้องกันตัวดีพอ
ระดับ 4 พบการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์ในวงกว้างขึ้น เช่นเดียวกับในขณะนี้ที่ลานไปถึงยุโรปและเอซียบางประเทศ เนื่องจารการเดินทางโดยเครื่องบินพาให้เชื้อไปได้เร็วขึ้น
ระดับ 5 มีการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์อย่างน้อยในสองประเทศในหนึ่งเขตที่องค์การอนามัยโลกดูแลอยู่ ซึ่งถ้าถูกจัดให้อยู่ในระดับ 5 นี้เมื่อใดให้เตรียมแผนรับมือการระบาดใหญ่ได้ให้ดี
ระดับ 6 ขั้นระบาดรุนแรงคือมีการติดเชื่อลามไปตามประเทศต่างๆ ในเขตดูแลอื่นขององค์การอนามัยโลกอีก อาจเรียกได้ว่าเป็นขั้นระบาดระดับโลก
สัญญาณร้านไข้หวัดสายพันธืใหม่ 2009 H1N1
1. มีไข้สูงลอยไม่ทราบสาเหตุ กินยาแล้วไม่หาย
2. ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร
3. มีน้ำมูก ไอรุนแรงจตถึงขั้นหอบ
4. มีประวัติสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ที่มาจากประเทศเม็กซิโก
5. เป็นคนเลี้ยงหมู ขายหมูหรือมีนิวาสสถานอยู่ใกล้กับลานเลี้ยงหมู
ชื่อใหม่เป็นทางการ ไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 H1N1
ประเทศไทยเรียกไข้หวัดหมูว่า “ไข้หวัดเม็กซิโก” เนื่องจากไม่ต้องการให้คนกลัวไม่รับประทานเนื้อหมู และต่อมาก็เปลี่ยนเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1” เมื่อวันที่ 2 พ. ค. 2552
เหตุผลที่ประเทศไทยไม่ใช้ชื่อ “ไข้หวัดหมู” Swine Flu ตั้งแต่แรกเนื่องจากกลัวประชาชนจะแตกตื่นเลิกกินเนื้อหมู
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 องค์การอนามัยโลก WHO ก็ประกาศให้เปลี่ยนชื่อ SWINE FLU เป็น H1N1 FLU
สำหรับหลักเกณฑ์องค์การอนามัยโลกเรียกเหตุการโรคระบาด แบ่งเป็น 6 ระดับนับตั้งแต่เบาสุดไปถึงรุนแรงระบาดไปทั่วโลก ดังนี้ครับ
ระดับ 1 ยังไม่มีรายงานจากสัตว์สู่คน
ระดับ 2 มีการติดเชื้อในหมู่สัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าตามธรรมชาติซึ่งมีโอกาสติดมนุษย์ได้
ระดับ 3 พบการระบาดจากสัตว์สู่มนุษย์ในวงเล็กๆ เช่นที่เม็กซิโกในช่วงแรก และมีการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ในบางกรณี เช่นติดได้ง่ายในผู้ที่ไม่แข็งแรงหรือไม่ได้ป้องกันตัวดีพอ
ระดับ 4 พบการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์ในวงกว้างขึ้น เช่นเดียวกับในขณะนี้ที่ลานไปถึงยุโรปและเอซียบางประเทศ เนื่องจารการเดินทางโดยเครื่องบินพาให้เชื้อไปได้เร็วขึ้น
ระดับ 5 มีการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์อย่างน้อยในสองประเทศในหนึ่งเขตที่องค์การอนามัยโลกดูแลอยู่ ซึ่งถ้าถูกจัดให้อยู่ในระดับ 5 นี้เมื่อใดให้เตรียมแผนรับมือการระบาดใหญ่ได้ให้ดี
ระดับ 6 ขั้นระบาดรุนแรงคือมีการติดเชื่อลามไปตามประเทศต่างๆ ในเขตดูแลอื่นขององค์การอนามัยโลกอีก อาจเรียกได้ว่าเป็นขั้นระบาดระดับโลก
สัญญาณร้านไข้หวัดสายพันธืใหม่ 2009 H1N1
1. มีไข้สูงลอยไม่ทราบสาเหตุ กินยาแล้วไม่หาย
2. ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร
3. มีน้ำมูก ไอรุนแรงจตถึงขั้นหอบ
4. มีประวัติสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ที่มาจากประเทศเม็กซิโก
5. เป็นคนเลี้ยงหมู ขายหมูหรือมีนิวาสสถานอยู่ใกล้กับลานเลี้ยงหมู
วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552
+ วิธีดูแลต้นไม้ในหน้าร้อน +
1. การรดน้ำ ควรรดในตอนเช้าหรือเย็น ช่วงที่อากาศไม่ร้อนจนเกินไป ซึ่งเวลาที่เหมาะสม คือ 6.00 - 8.00 น. และ 17.00 ถึง 21.00 น. ไม่ควรรดน้ำในตอนกลางวันที่แดดจัด เพราะเปรียบเสมือน การเอาน้ำร้อนมารดต้นไม้นั่นเอง อาจรดวันละครั้งในปริมาณที่มากกว่าปกติ หรือรดวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น วิธีรด คือ ควรรดรอบโคนต้นไม้ให้ชุ่มและรดพุ่มใบ ด้วยเพื่อให้ใบพืชซึมซับน้ำ เข้าทาง ปากใบ และลดการคายน้ำ หลังรดน้ำสายยางควรม้วนเก็บให้เรียบร้อย ไม่ควรวางทับสนามหญ้า เพราะนอกจาก จะดูไม่เรียบร้อย น้ำที่ค้างอยู่ในสายยางที่ตากแดดจัดจะร้อนทำให้หญ้าตายได้
2. การใส่ปุ๋ย พยายามอย่าให้เม็ดปุ๋ยติดค้างอยู่ที่ใบและยอด เพราะจะทำให้เกิดอาการใบไหม้ได้ หรือใส่ก่อนรดน้ำ สำหรับการใส่ปุ๋ยทางใบและฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่อากาศร้อนจัด จะทำให้ใบไหม้และไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะในช่วงที่อากาศร้อน ปากใบพืชจะปิดเพื่อลดการคายน้ำ การใส่ปุ๋ยไม่ควรใส่บ่อยเกินไปถ้าไม่จำเป็น จะเป็นการเร่งการแตกใบใหม่ ซึ่งใบอ่อนจะไม่ทน กับอากาศ และแสงแดดที่ร้อนจัด
3. การพรวนดินให้ร่วนซุยเป็นประจำ จะทำให้ดินโปร่ง มีช่องว่างในเนื้อดินดูดซับน้ำไว้ได้มาก ทำให้น้ำซึมซับลงในดินในระดับที่ลึกกว่าปกติ ถ้าดินแห้งเกินไปอาจใช้วัสดุปลูกมาคลุมแปลงหรือโคนต้น ช่วยดูดซับน้ำ เช่น กาบมะพร้าวสับหรือหญ้าที่แห้งและปราศจากเชื้อโรคและวัชพืช
4. ควรมีการตัดแต่งกิ่ง กระโดง กิ่งเป็นโรค และกิ่งที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อลดการคายน้ำของพืช
รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมหันมาดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ให้ช่วงหน้าร้อนให้ถูกวิธี เพื่อที่จะได้ช่วยยืดอายุของต้นไม้ให้อยู่ไปนาน ๆ
วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552
5 อันดับสัตว์ที่มีพิษร้างแรงที่สุดในโลก
อันดับที่ 5 ได้แก่ Death Stalker Scorpion - แมงป่องพันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์

แมงป่องโดยทั่วไปนั้น ถึงแม้ว่าจะโดนกัด พิษของมันก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรมนุษย์ได้มากนัก อาจจะเจ็บปวดนิดหน่อย แต่.....มันไม่ใช่สำหรับแมงป่อง พันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์ เลย เพราะพิษของมันสามารถทำลายระบบ ประสาทได้ ถ้าคุณโดนมันกัด คุณจะปวดอย่างมหาศาล จากนั้นจะตามมาด้วยอาการไข้ขึ้น เป็นอัมพาต และตายในที่สุด แต่ถึงแม้พิษมันจะร้ายแรงมาก แต่มันก็ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ว่า มันจะเป็นอันตรายต่อ เด็ก ทารก คนแก่ อย่างมาก ถึงแม้ว่ามันไม่สามารถที่จะฆ่าผู้ใหญ่ได้ แต่มันก็ทำให้เป็นอัมพาตได้นะ =.=
อันดับที่ 4 Blue-Ringed Octopus - ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน

ปลาหมึกแหวนน้ำเงินนั้นมีขนาดที่เล็กมาก ขนาดประมาณลูกกอลฟ์เท่านั้นเอง แต่ขนาดไม่ใช่ปัญหาสำหรับความรุนแรงของพิษมันเลย เพราะพิษมันสามารถฆ่าคนได้ภายในไม่กี่นาที และที่สำคัญ มันยังไม่มียาแก้พิษ =.= ถ้าโดน ปลาหมึกแหวนน้ำเงินกัดละก็ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากหรอก แต่ว่า พิษมันจะเริ่มทำลายระบบประสาทของคุณ หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกอ่อนแอ และคุณก็จะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ระบบหายใจการจะเริ่มล้มเหลว หลังจากนั้น ก็ตายในที่สุด >> น่ากลัวไหมล่ะครับ เล็กพริกขี้หนูจริงๆ
อันดับที่ 3 Marbled Cone Snail - หอยเต้าปูนลายหินอ่อน

หอยเต้าปูน ตัวเล็กๆ สีสันสวยงาม แต่!!! พิษของมันนะหรอ เพียงแค่หยดเดียว สามารถฆ่าคนได้ถึง 20 คน ถ้าคุณเล่นน้ำที่ทะเลที่มันค่อนข้างอุ่นๆ แล้วเห็นเจ้าตัวนี้อยู่ อย่าคิดที่จะหยิบมันมาเล่นเลยนะครับ แค่ดูมันอยู่ห่างๆก็พอแล้ว เพราะถ้าคุณโดนพิษมันเล่นงานละก็ คุณจะปวด หลังจากนั้นก็จะเริ่มบวม ระบบกาหายใจเริ่มล้มเหลว ร่างกายจะคันหยุกหยิก เป็นอัมพาต แล้วก็ตายในที่สุด แต่ยังไงก็ตาม มีรายงานว่ามีแค่ 30 คนเท่านั้นที่ตายเพราะหอยเต้าปูน
อันดับที่ 2 King Cobra - งูจงอาง
งูจงอางหรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ophiophagus hannah เป็นงูพิษที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก ด้วยขนาดโตสุดที่ 5.6 เมตร งูจงอางนั้น เรารู้กันว่าอาหารโปรดของมันก็คือ งู !!! นั่นหมายความว่ามันกินสัตว์ตระกูลเดียวกัน และเพียงแค่โดนมันกัดเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนตายได้อย่างง่ายๆ และพิษของมันนั้น สามารถฆ่าช้างที่โตเต็มวัยได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ในส่วนของมันนั้น ส่วนประกอบของมันแตกต่างกับพิษงูโดยทั่วไป ที่สำคัญ มันพบได้ทั่วไป ในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทย
ในที่สุดก็มาถึงอันดับที่ 1 สัตว์ที่ครองแชมป์ สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก ได้แก่...
อันดับ 1 ได้แก่ Box Jellyfish - แมงกระพรุนกล่อง

และแล้วแมงกระพรุนกล่องก็ได้เป็นแชมป์สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก รายงายว่ามันฆ่าคนไปแล้ว 5,567 คน พิษของมันนั้นจะไปทำลาย หัวใจ ระบบประสาท ผิวหนัง และที่สำคัญ ถ้าโดนพิษมันจะเจ็บปวดอย่างที่สุด ส่วนใหญ่คนที่โดนพิษมันนั้น มันที่จะ ช๊อค และหัวใจล้มเหลว ก่อนที่จะกลับเข้าถึงฝั่ง แต่ถ้าคุณโดนพิษมันก็ยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่นั่นคือ ต้องรีบเอาน้ำส้มสายชู มาล้างอย่างน้อย 30 วินาที เพราะมันจะทำลายพิษของแมงกระพรุนกล่องก่อนที่มันจะเข้าไปสู่กระแสเลือด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














