Asanha Puja and Buddhist Lent
The Asanha Puja Day is one of the sacred days in Buddhism as it marks the coming into existence of the Triple Gems, namely ; the Lord Buddha, His Teachings and His Disciples. The day falls on the fifteenth day of the waxing moon of the eighth lunar month (July). It is an anniversary of the day on which Lord Buddha delivered the First Sermon to his first five disciples at the Deer Park in Benares over two thousand five hundred years ago.
To observe this auspicious day, Buddhists all over the country perform merit-making and observe Silas (Precepts). Some go to the temples to offer food and offerings to the monks and also listen to a sermon to purify their minds. The Asanha Puja Day falls on the day preceding the Buddhist Lent which starts on the fist day of the waning moon of the eighth lunar month.
The tradition of Buddhist Lent or the annual three-month Rains Retreat known in Thai as “Phansa” dates back to the time of early Buddhism in ancient India, all holy men, mendicants and sages spent three months of the annual rainy season in permanent dwellings. They avoided unnecessary travel during the period when crops were still new for fear they might accidentally step on young plants. In deference to popular opinion, Lord Buddha decreed that his followers should also abide by this ancient tradition, and thus began to gather in groups of simple dwellings.
Buddhist Lent covers a good part of the rainy season and lasts three lunar months. In Thailand, Buddhist monks resolve to stay in a temple of the choice and will not take an abode in an other temple until the Lent is over.
The celebration of the beginning of Buddhist Lent is marked by the ceremony of presenting candles to the monks. Various institutions e.g. schools and universities, including public and private organisations will organise a colourful candle procession leading to a temple where the offering of the candles will be made.
Some Buddhist followers consider the beginning of Buddhist Lent as a time for making resolution such as refraining from smoking or observing five precepts (Panjasila) throughout the three-month Rains Retreat.
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552
+ อียิปต์โบราณ +
อียิปต์โบราณ หรือ ไอยคุปต์ เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นที่ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงปากแม่น้ำไนล์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3150 ปีก่อนคริตศักราช โดยการรวมอำนาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและตอนใต้ ภายใต้ฟาโรห์องค์แรกแห่งอียิปต์ และมีการพัฒนาอารยธรรมเรื่อยมากว่า 3,000 ปี ประวัติของอียิปต์โบราณปรากฏขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือที่รู้จักกันว่า "ราชอาณาจักร" มีการแบ่งยุคสมัยของอียิปต์โบราณเป็นราชอาณาจักร ส่วนมากแบ่งตามราชวงศ์ที่ขึ้นมาปกครอง จนกระทั่งราชอาณาจักรสุดท้าย หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "ราชอาณาจักรใหม่" อารยธรรมอียิปต์อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาที่น้อยมาก และส่วนมากลดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่อียิปต์พ่ายแพ้ต่อการทำสงครามจากอำนาจของชาติอื่น จนกระทั่งเมื่อ 31 ปีก่อนคริตศักราชก็เป็นการสิ้นสุดอารยธรรมอียิปต์โบราณลง เมื่อจักรวรรดิโรมันสามารถเอาชนะอียิปต์ และจัดอียิปต์เป็นเพียงจังหวัดหนึ่งในจักรวรรดิโรมัน
อารยธรรมอียิปต์พัฒนาการมาจากสภาพของลุ่มแม่น้ำไนล์ การควบคุมระบบชลประทาน, การควบคุมการผลิตพืชผลทางการเกษตร พร้อมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคม และวัฒนธรรม พื้นที่ของอียิปต์นั้นล้อมรอบด้วยทะเลทรายเสมือนปราการป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทำเหมืองแร่ และอียิปต์ยังเป็นชนชาติแรกๆที่มีการพัฒนาการด้วยการเขียน ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ,การบริหารอียิปต์เน้นไปทางสิ่งปลูกสร้าง และการเกษตรกรรม พร้อมกันนั้นก็มีการพัฒนาการทางทหารของอียิปต์ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ราชอาณาจักร โดยประชาชนจะให้ความเคารพกษัตริย์หรือฟาโรห์เสมือนหนึ่งเทพเจ้า ทำให้การบริหารราชการบ้านเมืองและการควบคุมอำนาจนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชาวอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นเพียงแต่นักเกษตรกรรม และนักสร้างสรรค์อารยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นนักคิด, นักปรัชญา ได้มาซึ่งความรู้ในศาสตร์ต่างๆมากมายตลอดการพัฒนาอารยธรรมกว่า 3,000 ปี ทั้งในด้านคณิตศาสตร์, เทคนิคการสร้างพีระมิด, วัด, โอเบลิสก์, ตัวอักษร และเทคนิคโลยีด้านกระจก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการแพทย์, ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปต์ทิ้งมรดกสุดท้ายแก่อนุชนรุ่นหลังไว้คือศิลปะ และสถาปัตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนำไปใช้ทั่วโลก อนุสรณ์สถานที่ต่างๆในอียิปต์ต่างดึงดูดนักท่องเที่ยว นักประพันธ์กว่าหลายศตวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุใหม่ๆในอียิปต์มากมายซึ่งกำลังตรวจสอบถึงประวัติความเป็นมา เพื่อเป็นหลักฐานให้แก่อารยธรรมอียิปต์ และเป็นหลักฐานแก่อารยธรรมของโลกต่อไป
อารยธรรมอียิปต์พัฒนาการมาจากสภาพของลุ่มแม่น้ำไนล์ การควบคุมระบบชลประทาน, การควบคุมการผลิตพืชผลทางการเกษตร พร้อมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคม และวัฒนธรรม พื้นที่ของอียิปต์นั้นล้อมรอบด้วยทะเลทรายเสมือนปราการป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทำเหมืองแร่ และอียิปต์ยังเป็นชนชาติแรกๆที่มีการพัฒนาการด้วยการเขียน ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ,การบริหารอียิปต์เน้นไปทางสิ่งปลูกสร้าง และการเกษตรกรรม พร้อมกันนั้นก็มีการพัฒนาการทางทหารของอียิปต์ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ราชอาณาจักร โดยประชาชนจะให้ความเคารพกษัตริย์หรือฟาโรห์เสมือนหนึ่งเทพเจ้า ทำให้การบริหารราชการบ้านเมืองและการควบคุมอำนาจนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชาวอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นเพียงแต่นักเกษตรกรรม และนักสร้างสรรค์อารยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นนักคิด, นักปรัชญา ได้มาซึ่งความรู้ในศาสตร์ต่างๆมากมายตลอดการพัฒนาอารยธรรมกว่า 3,000 ปี ทั้งในด้านคณิตศาสตร์, เทคนิคการสร้างพีระมิด, วัด, โอเบลิสก์, ตัวอักษร และเทคนิคโลยีด้านกระจก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาประสิทธิภาพทางด้านการแพทย์, ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม อียิปต์ทิ้งมรดกสุดท้ายแก่อนุชนรุ่นหลังไว้คือศิลปะ และสถาปัตยกรรม ซึ่งถูกคัดลอกนำไปใช้ทั่วโลก อนุสรณ์สถานที่ต่างๆในอียิปต์ต่างดึงดูดนักท่องเที่ยว นักประพันธ์กว่าหลายศตวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุใหม่ๆในอียิปต์มากมายซึ่งกำลังตรวจสอบถึงประวัติความเป็นมา เพื่อเป็นหลักฐานให้แก่อารยธรรมอียิปต์ และเป็นหลักฐานแก่อารยธรรมของโลกต่อไป
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
+ มหาวิทยาลัยยอดนิยม 10 อันดับ +
1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. มหาวิทยาลัยมหิดล
3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5. มหาวิทยาลัยศิลปากร
6. มหาวิทยาลัยนเรศวร
7. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
8. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
9. มหาวิทยาลัยหัวเฉียว
10.มหาวิยาลัยบูรพา
2. มหาวิทยาลัยมหิดล
3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5. มหาวิทยาลัยศิลปากร
6. มหาวิทยาลัยนเรศวร
7. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
8. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
9. มหาวิทยาลัยหัวเฉียว
10.มหาวิยาลัยบูรพา
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
+ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ +


ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ หรือ สนามบินสุวรรณภูมิ (ชื่อเดิม: สนามบินหนองงูเห่า) เป็นสนามบินตั้งอยู่ที่ ถนนบางนา-ตราด ในตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เปิดใช้งานวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยใช้งานแทนท่าอากาศยานดอนเมือง นโยบายรัฐบาลได้กำหนดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ และจะเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
จากข้อมูลการจัดอันดับล่าสุดของเว็บไซต์ "สมาร์ตทราเวลดอตคอม" ที่มีการสำรวจความเห็นของผู้เดินทางทั่วโลกเปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยนั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นท่าอากาศยานยอดเยี่ยมอันดับที่ 4 ของโลก รองจากท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี และท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย
จากข้อมูลการจัดอันดับล่าสุดของเว็บไซต์ "สมาร์ตทราเวลดอตคอม" ที่มีการสำรวจความเห็นของผู้เดินทางทั่วโลกเปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยนั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นท่าอากาศยานยอดเยี่ยมอันดับที่ 4 ของโลก รองจากท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี และท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย
ชื่อของสนามบินสุวรรณภูมิ มีความหมายว่า "แผ่นดินทอง" เป็นชื่อพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2543 และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545
ชื่อสากลของสนามบินสะกดตามการถ่ายตัวสะกดภาษาสันสกฤต ว่า "Suvarnabhumi" แทนการเขียนทับศัพท์ตามระบบราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งสะกดว่า "Suwannaphum"
ชื่อสากลของสนามบินสะกดตามการถ่ายตัวสะกดภาษาสันสกฤต ว่า "Suvarnabhumi" แทนการเขียนทับศัพท์ตามระบบราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งสะกดว่า "Suwannaphum"
การก่อสร้าง
แบบแปลนโครงสร้างของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
สถาปนิกผู้ออกแบบอาคาร คือ เฮลมุต ยาห์นชาวอเมริกัน-เยอรมัน และบริษัทเมอร์ฟี/ยาห์นสำนักงานใหญ่ที่ชิคาโก ซึ่งแบบอาคารสนามบินได้ถูกปรับเปลี่ยน ขนาดอาคาร และวัสดุจากแบบเดิมไปในหลายส่วน เช่น เพิ่มการประดับยักษ์ และสถาปัตยกรรมไทยเพิ่มเข้าไปโดยสถาปนิกชาวไทย
แบบแปลนโครงสร้างของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
สถาปนิกผู้ออกแบบอาคาร คือ เฮลมุต ยาห์นชาวอเมริกัน-เยอรมัน และบริษัทเมอร์ฟี/ยาห์นสำนักงานใหญ่ที่ชิคาโก ซึ่งแบบอาคารสนามบินได้ถูกปรับเปลี่ยน ขนาดอาคาร และวัสดุจากแบบเดิมไปในหลายส่วน เช่น เพิ่มการประดับยักษ์ และสถาปัตยกรรมไทยเพิ่มเข้าไปโดยสถาปนิกชาวไทย
วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
+ ไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 H1N1 +
ไข้หวัดหมู Swine Flu
ชื่อใหม่เป็นทางการ ไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 H1N1
ประเทศไทยเรียกไข้หวัดหมูว่า “ไข้หวัดเม็กซิโก” เนื่องจากไม่ต้องการให้คนกลัวไม่รับประทานเนื้อหมู และต่อมาก็เปลี่ยนเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1” เมื่อวันที่ 2 พ. ค. 2552
เหตุผลที่ประเทศไทยไม่ใช้ชื่อ “ไข้หวัดหมู” Swine Flu ตั้งแต่แรกเนื่องจากกลัวประชาชนจะแตกตื่นเลิกกินเนื้อหมู
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 องค์การอนามัยโลก WHO ก็ประกาศให้เปลี่ยนชื่อ SWINE FLU เป็น H1N1 FLU
สำหรับหลักเกณฑ์องค์การอนามัยโลกเรียกเหตุการโรคระบาด แบ่งเป็น 6 ระดับนับตั้งแต่เบาสุดไปถึงรุนแรงระบาดไปทั่วโลก ดังนี้ครับ
ระดับ 1 ยังไม่มีรายงานจากสัตว์สู่คน
ระดับ 2 มีการติดเชื้อในหมู่สัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าตามธรรมชาติซึ่งมีโอกาสติดมนุษย์ได้
ระดับ 3 พบการระบาดจากสัตว์สู่มนุษย์ในวงเล็กๆ เช่นที่เม็กซิโกในช่วงแรก และมีการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ในบางกรณี เช่นติดได้ง่ายในผู้ที่ไม่แข็งแรงหรือไม่ได้ป้องกันตัวดีพอ
ระดับ 4 พบการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์ในวงกว้างขึ้น เช่นเดียวกับในขณะนี้ที่ลานไปถึงยุโรปและเอซียบางประเทศ เนื่องจารการเดินทางโดยเครื่องบินพาให้เชื้อไปได้เร็วขึ้น
ระดับ 5 มีการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์อย่างน้อยในสองประเทศในหนึ่งเขตที่องค์การอนามัยโลกดูแลอยู่ ซึ่งถ้าถูกจัดให้อยู่ในระดับ 5 นี้เมื่อใดให้เตรียมแผนรับมือการระบาดใหญ่ได้ให้ดี
ระดับ 6 ขั้นระบาดรุนแรงคือมีการติดเชื่อลามไปตามประเทศต่างๆ ในเขตดูแลอื่นขององค์การอนามัยโลกอีก อาจเรียกได้ว่าเป็นขั้นระบาดระดับโลก
สัญญาณร้านไข้หวัดสายพันธืใหม่ 2009 H1N1
1. มีไข้สูงลอยไม่ทราบสาเหตุ กินยาแล้วไม่หาย
2. ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร
3. มีน้ำมูก ไอรุนแรงจตถึงขั้นหอบ
4. มีประวัติสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ที่มาจากประเทศเม็กซิโก
5. เป็นคนเลี้ยงหมู ขายหมูหรือมีนิวาสสถานอยู่ใกล้กับลานเลี้ยงหมู
ชื่อใหม่เป็นทางการ ไข้หวัดสายพันธ์ใหม่ 2009 H1N1
ประเทศไทยเรียกไข้หวัดหมูว่า “ไข้หวัดเม็กซิโก” เนื่องจากไม่ต้องการให้คนกลัวไม่รับประทานเนื้อหมู และต่อมาก็เปลี่ยนเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1” เมื่อวันที่ 2 พ. ค. 2552
เหตุผลที่ประเทศไทยไม่ใช้ชื่อ “ไข้หวัดหมู” Swine Flu ตั้งแต่แรกเนื่องจากกลัวประชาชนจะแตกตื่นเลิกกินเนื้อหมู
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 องค์การอนามัยโลก WHO ก็ประกาศให้เปลี่ยนชื่อ SWINE FLU เป็น H1N1 FLU
สำหรับหลักเกณฑ์องค์การอนามัยโลกเรียกเหตุการโรคระบาด แบ่งเป็น 6 ระดับนับตั้งแต่เบาสุดไปถึงรุนแรงระบาดไปทั่วโลก ดังนี้ครับ
ระดับ 1 ยังไม่มีรายงานจากสัตว์สู่คน
ระดับ 2 มีการติดเชื้อในหมู่สัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าตามธรรมชาติซึ่งมีโอกาสติดมนุษย์ได้
ระดับ 3 พบการระบาดจากสัตว์สู่มนุษย์ในวงเล็กๆ เช่นที่เม็กซิโกในช่วงแรก และมีการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ในบางกรณี เช่นติดได้ง่ายในผู้ที่ไม่แข็งแรงหรือไม่ได้ป้องกันตัวดีพอ
ระดับ 4 พบการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์ในวงกว้างขึ้น เช่นเดียวกับในขณะนี้ที่ลานไปถึงยุโรปและเอซียบางประเทศ เนื่องจารการเดินทางโดยเครื่องบินพาให้เชื้อไปได้เร็วขึ้น
ระดับ 5 มีการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์อย่างน้อยในสองประเทศในหนึ่งเขตที่องค์การอนามัยโลกดูแลอยู่ ซึ่งถ้าถูกจัดให้อยู่ในระดับ 5 นี้เมื่อใดให้เตรียมแผนรับมือการระบาดใหญ่ได้ให้ดี
ระดับ 6 ขั้นระบาดรุนแรงคือมีการติดเชื่อลามไปตามประเทศต่างๆ ในเขตดูแลอื่นขององค์การอนามัยโลกอีก อาจเรียกได้ว่าเป็นขั้นระบาดระดับโลก
สัญญาณร้านไข้หวัดสายพันธืใหม่ 2009 H1N1
1. มีไข้สูงลอยไม่ทราบสาเหตุ กินยาแล้วไม่หาย
2. ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร
3. มีน้ำมูก ไอรุนแรงจตถึงขั้นหอบ
4. มีประวัติสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ที่มาจากประเทศเม็กซิโก
5. เป็นคนเลี้ยงหมู ขายหมูหรือมีนิวาสสถานอยู่ใกล้กับลานเลี้ยงหมู
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













